- ชื่อวิทยาศาสตร์
- Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
- ชื่อสามัญ
- Bamboo grass
- ชื่อเรียกอื่น
- จอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , หญ้าภคินี (ภาคกลาง) , ย่านนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
- ชื่อวงศ์
- Menispermaceae
- ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีเนื้อไม้ เลื้อยพันตามต้นไม้ หรือกิ่งไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแนวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน กิ่งก้านมีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนประปราย หรือเกลี้ยง ใบเดี่ยว หนา สีเขียวเข้มเป็นมัน เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวประมาณ 6-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบคล้ายกระดาษ แต่แข็ง เหนียว มีเส้นใบกึ่งออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น และมีเส้นแขนงใบ 2-6 คู่ เส้นเหล่านี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบใบ เส้นกลางใบด้านล่างจะย่นละเอียดใกล้ๆโคน ขนเกลี้ยง ก้านใบผิวย่นละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆ แบบแยกแขนงตามข้อและซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมีย ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่าและเรียงซ้อนกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มิลลิเมตร ค่อนข้างเกลี้ยง กลีบดอกมี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มิลลิเมตร เกลี้ยง เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปกระบอง ยาว 1.5-2 มิลลิเมตร ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนประปราย กลีบดอกมี 6 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1 มิลลิเมตร เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มิลลิเมตร ติดอยู่บนก้านชูสั้นๆ ยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลเป็นผลกลุ่ม ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มิลลิเมตร ผิวเกลี้ยง มีเมล็ดแข็ง ผลสีเขียว ฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อและซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มิลลิเมตร เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มและแดงสด เมล็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไม่เป็นระเบียบ ออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน
- การกระจายพันธุ์
- ย่านางเป็นพืชที่เจริญได้ ในดินแทบทุกชนิด ชอบดินร่วนปนทรายจะเจริญได้ดี การปลูกในฤดูฝน จะเจริญเติบโตได้ดีกว่า จะงอกงามเร็วกว่าปลูกในช่วงอื่น ย่านางที่ปลูกง่ายขึ้นง่าย ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทนความแห้งแล้งได้ดี
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แต่วิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ด เมล็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเมล็ดสูง แต่ต้องใช้เมล็ดที่แก่เต็มที่ที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเมล็ดต้องระวังอย่าขุดหลุมลึก เพราะจะทำให้เมล็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการดูแลรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมาก เนื่องจากย่านางจะเติบโตได้ดี ในดินมีความชื้นเพียงพอ และสามารถเติบโตได้ถึงแม้จะมีวัชพืชขึ้นหนา เนื่องจากต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ด้านบนพืชชนิดอื่น
สำหรับเรื่องการใส่ปุ๋ยย่านางนั้นไม่จำเป็น ถ้าหากดินมีสภาพอินทรีย์วัตถุที่เพียงพอ เราสามารถใช้เพียงปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็เพียงพอ แต่หากต้องการให้ใบเขียวเข้มมากขึ้น อาจต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือประมาณ 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กต้องปรับปริมาณลดลงแล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกลงในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1?1 เมตร และเมื่อต้นเริ่มเลื้อยทอดยอด ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลผลิตย่านาง จะเริ่มเก็บผลผลิตใบย่านาง ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน หลังปลูกลงในแปลง ใบมีขนาดโตเต็มที่มีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ และจะเก็บได้ตลอดไปเรื่อยๆ
- สรรพคุณ
- 1.แก้ไข้เบญจโลกวิเชียร
2.แก้พิษเมาเบื่อ กระทุ้งพิษไข้
3.แก้เมาสุรา ถอนพิษผิดสำแดง
4.แก้ไข้ ขับพิษต่างๆ
5.แก้ท้องผูก
6.แก้ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต ไข้ป่าเรื้องรัง ไข้ทับระดู
7.ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ
8.แก้พิษภายในให้ตกสิ้น
9.แก้โรคหัวใจบวม
10.แก้กำเดา
11.แก้ลม
12.แก้ไข้จับสั่น
13.แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นแข็งกระด้าง
14.รักษาโรคปวดข้อ
15.แก้ร้อนใน แก้ดับกระหาย
16.ไข้ฝีดาษลดพิษยาฆ่าแมลงในร่างกาย และถอนพิษอื่นๆ
17.แก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น
18.แก้ไข้มาลาเรีย
19.รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด
20.รักษาโรคกระดูกและข้อโรคเบาหวาน
21.รักษาโรคระบบทางเดินหายใจ
22.ช่วยแก้อาการเจ็บเหมือนมีไฟช็อต หรือมีเข็มแทง
- ช่วงเวลาการออกดอก
- ช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน
- วิธีใช้
- แก้ไข้ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนอาหาร 3 เวลา แก้ป่วง (ปวดท้องเพราะกินอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงและรากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แต่ไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ 1-2 แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ 2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าให้ดียิ่งขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย ถอนพิษเบื่อเมาในอาหาร เช่น เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและใบ 1 กำมือ ตำผสมกับข้าวสารเจ้า 1 หยิบมือ เติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือและน้ำตาลเล็กน้อยพอดื่มง่ายให้หมดทั้งแก้ว ทำให้อาเจียนออกมา จะช่วยให้ดีขึ้น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ใช้หัวย่านางเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ 1-2แก้ว การใช้เป็นยาพื้นบ้านในภาคอีสาน ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย
- ข้อควรระวัง
- 1.เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรดื่มทันที เพราะถ้าทิ้งไว้นานเกินไปจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือเกิดการบูดขึ้นได้ แต่สามารถนำมาแช่ตู้เย็นได้ และควรดื่มให้หมดภายใน 3 วัน
2.ในการดื่มน้ำย่านาง ควรดื่มก่อนอาหารหรือตอนท้องว่างประมาณครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
3.บางคนที่รู้สึกว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว รับประทานยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วนำมาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ก็ได้ เช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้แต่น้ำหวานก็ได้เช่นกัน
4.ควรดื่มปริมาณแต่พอดี หากดื่มแล้วรู้สึกแพ้ พะอืดพะอม ก็ควรลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้น้อยลง
- แหล่งอ้างอิง
- http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_09_13.htm
https://www.disthai.com/16941446/ย่านาง
- โซน
- สวนสมุนไพร